เมืองไทย 360 องศา
ทำไปทำมากลายเป็นว่าเวลานี้พรรคที่กำลังน่าจับตามองอยู่ใน “ระดับสายตา” ก็ต้องมีพรรคชาติไทยพัฒนา ที่เพิ่ง “เขย่าขวด” ให้กลับมามีชีวิตชีวาได้อีกครั้ง โดยการผลักดันให้ “หนูนา” น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา พี่สาวคนโตขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรค จากเดิมที่เคยคาดหมายว่า “ท็อป” นายวราวุธ ศิลปอาชา น้องชายคนเล็กจะถูกวางตัวเอาไว้ก่อนหน้านี้ แล้วให้ นายประภัตร โพธสุธน เป็นเลขาธิการพรรค

ขณะเดียวกัน มีการปรับโครงสร้างการบริหารภายในพรรคใหม่ โดยพยายามให้ผสมผสานกลมกลืนกันไประหว่างรุ่นเก่ากับรุ่นใหม่ และที่น่าสนใจก็คือ สำหรับพรรคนี้นาทีนี้แล้ว ถือว่าเรื่อง “ทุน” นั้น “หนาปึ้ก” ทั้งทุนใหญ่ที่เคยอยู่ร่วมกันมาตั้งแต่สมัย “หลงจู๊” บรรหาร ศิลปอาชา ที่เคยเป็นทุกอย่างของพรรคนี้ผู้ล่วงลับทุกคนยังอยู่ครบ

แม้ว่า ล่าสุด “ทีมอ่างทอง” ของ “เสี่ยตือ” สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล จะอำลาขอยุติบทบาท ส่งผลให้ลูกชายทั้งสองคนที่เคยเป็นอดีต ส.ส.อ่างทอง อย่าง นายภราดร และ นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ที่บ่นว่าอึดอัดกับโครงสร้างพรรคใหม่ และมีแนวโน้มว่าจะอำลาพรรคชาติไทยพัฒนาตามออกไป

อย่างไรก็ดี หากโฟกัสที่พรรคชาติไทยพัฒนาที่ก่อนหน้านี้ ถือว่ามีความเงียบเชียบมาก แต่เวลานี้เมื่อเปิดตัวออกมากลายเป็นว่ามี “พลังดูดเงียบ” ที่แรงไม่เบา เพราะมีบรรดาอดีต ส.ส.เข้ามาสมทบจำนวนไม่น้อย เรียกได้ว่าดูดเข้ามาได้เกือบทุกพรรค ที่น่าจับตาก็คือ มีอดีต ส.ส.จากพรรคเพื่อไทย เข้ามาร่วมจำนวนหลายคน

ล่าสุด ในระหว่างการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคชาติไทยพัฒนา ก็ปรากฏว่า มีอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย เข้ามาสมัครเป็นสมาชิกพรรคหลายคน เช่น นายสมคิด บาลไธสง อดีตส.ส.หนองคาย นายภักดีหาญส์ หิมะทองคำ อดีตรองโฆษกประจำสำนักนายกฯ สมัยรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นต้น

ที่ต้องจับตาไปอดีต ส.ส.ของพรรคเพื่อไทย ที่ย้ายเข้ามา มุมหนึ่งก็สะท้อนให้เห็นถึงบรรยากาศภายในพรรคเพื่อไทยยามนี้ เบียดเสียดยัดเยียด และที่สำคัญอนาคตไม่มีความมั่นคงหาที่ยืนได้ลำบาก และสำหรับพวกนักเลือกตั้งเหล่านี้เขาย่อม “จับสัญญาณ” การเมืองในวันหน้าได้ทะลุ โดยเฉพาะพวกที่เคยเป็น ส.ส.ต่างจังหวัดแล้วรับรองว่าคงไม่มีใครอยากอยู่ในพรรคฝ่ายค้าน หรือเสี่ยงจะถูกยุบพรรคได้ตลอดเวลา

ขณะเดียวกัน ไม่ต้องบอกก็ย่อมเข้าใจกันดีอยู่แล้วว่า สำหรับอดีต ส.ส.ย่อมต้องมี “พลังดึงดูด” ที่แรงพอถึงจะย้ายค่ายเข้ามาแบบนี้ได้ ทุกอย่างมันก็ต้องสมน้ำสมเนื้อ ย่อมมีความหมายในตัวเองอยู่แล้ว

สำหรับพรรคชาติไทยพัฒนานาทีนี้ยังถือว่าเป็น “พรรคตัวแปร” สำคัญอีกพรรคหนึ่ง และยังอยู่ในสถานะได้เปรียบสำหรับกลไก หรือกติกาใหม่สำหรับรองรับรัฐบาลผสมในอนาคต ด้วยสถานะเป็นพรรค “ขนาดกลาง” ที่ค่อนไปทางใหญ่ ด้วยกำลังทุนที่ยังแน่นปึ้กแบบนี้ มันถึงทำให้พรรคนี้จึงมีแรงดึงดูดให้บรรดาอดีต ส.ส.และนักการเมืองไหลเข้ามาอีก เพราะเมื่อพิจารณาจากแบ็กกราวนด์เมื่อครั้งที่ “หลงจู๊” บรรหาร ศิลปอาชา ได้วางเอาไว้ มาถึงวันนี้ก็ยังใช้ได้ดี นั่นคือ “พลิกไปได้ทุกขั้ว” รับประกันเป็นรัฐบาลแน่นอน

แบบนี้แหละถึงได้เรียกว่าสำหรับพรรคชาติไทยพัฒนา ถึงได้มีเสน่ห์ดึงดูดใจนัก ตอนแรกหลายคนยังนึกว่าพรรคนี้น่าจบไปหลังจากสิ้น นายบรรหาร ศิลปอาชา แต่มาวันนี้ยังพิสูจน์ให้เห็นว่าเมื่อคนเก่าส่วนใหญ่ยังอยู่ และกลุ่มทุนที่ยังยืนหยัดสนับสนุน และด้วยบุคลิกที่สามารถประสานได้สิบทิศ มันก็รับประกันอนาคตได้อีกทางหนึ่ง

แน่นอนว่า สำหรับการเมืองไทยต้องว่ากันหลังเลือกตั้งอีกทีหนึ่ง แต่ก่อนหน้านี้ หากจำกันได้เมื่อครั้งที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ นำคณะลงพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อหลายเดือนก่อน ก็ได้รับการต้อนรับอย่างดียิ่ง ในทางการเมืองมันก็เหมือนกับการ “มัดจำ” ไว้ล่วงหน้า

ดังนั้น สำหรับพรรคชาติไทยพัฒนา สามารถฟันธงอนาคตได้เลยว่าไม่ว่าจะเป็นขั้วไหนขึ้นมาก็ต้องได้เป็นรัฐบาลแน่นอน!!

 

ขอขอบคุณ ที่มา : https://mgronline.com/politics/detail/9610000111394